ประกันสุขภาพ ควรซื้อวงเงินเท่าไหร่ถึงจะพอในปี 2569
อัปเดตล่าสุด: [22 กันยายน 2026] | เรียบเรียงโดย อรรถพล แซ่โอ๊ว ตัวแทนประกันชีวิต เลขที่ใบอนุญาต 6201026325
ประกันสุขภาพควรซื้อวงเงินเท่าไหร่ คำตอบที่ใช้ได้จริงคือ ต้องมากกว่าค่ารักษาของเคสที่แพงที่สุดที่คุณมีโอกาสเจอ ในโรงพยาบาลที่คุณตั้งใจจะเข้าจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่งบเดือนนี้จ่ายไหว
ตัวอย่างที่วัดได้จริง แพ็กเกจผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจของโรงพยาบาลเฉพาะทางในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 1,173,000–1,437,500 บาท ต่อการรักษาครั้งเดียว แปลว่าวงเงิน 1 ล้านบาทที่หลายคนคิดว่าเยอะแล้ว ยังไม่พอสำหรับเคสเดียว และนั่นยังไม่นับว่าปีถัดไปอาจต้องใช้อีก
สารบัญ
- วิธีคิดวงเงินที่คนส่วนใหญ่ใช้ผิด
- คิดวงเงินจากค่าห้องย้อนกลับ / เลือกแผนค่ารักษาจากค่าห้องมากกว่าวงเงินค่ารักษา
- ค่ารักษาโรคที่พบบ่อยเท่าไหร่ / ค่ารักษาสำหรับโรคที่ค่าใช้จ่ายสูงควรเป็นเท่าไร
- ทำไมวงเงินเท่าเดิมถึงเล็กลงทุกปี / วงเงินค่ารักษาเท่าเดิมแต่ทำไมค่ารักษาสูงขึ้นทุกปี
- วงเงินแต่ละระดับเหมาะกับใคร / วงเงินแต่ละแผนเหมาะกับใคร
- คุณอยู่กลุ่มไหน ควรทำอะไรต่อ
- คำถามที่พบบ่อย
วิธีคิดวงเงินที่คนส่วนใหญ่ใช้ผิด
การเลือกวงเงินประกันสุขภาพพลาดกันบ่อยที่สุด 3 แบบ
แบบที่ 1 เริ่มจากเบี้ยที่จ่ายไหว วิธีนี้ตอบคำถามว่าเดือนนี้จ่ายเท่าไหร่ แต่ไม่ได้ตอบว่าวันที่ป่วยจริงจะพอหรือไม่ งบเป็นข้อจำกัดที่ต้องเคารพ แต่ไม่ควรเป็นจุดตั้งต้นของการคิด / เบี้ยที่ลูกค้าจ่ายไหว ถูกบางส่วนถ้าแผนสูงเกินไปและลูกค้าจ่ายไม่ไหว สุดท้ายลูกค้าจะไม่สามารถต่ออายุและทำให้ประกันขาดผลบังคับได้ ควรเริ่มจาก รพ.ที่ลูกค้าหาประจำ หรือ คาดว่าถ้าไม่สบายจะไปหาหมอ รพ.นี้ เพื่อดูเรทค่าห้อง ค่ารักษาให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า เช่น ลูกค้าอยู่ในเมืองแถวสุขุมวิท ลูกค้าหาหมอประจำที่ รพ.สมิติเวช สุขุมวิท รพ.บำรุงราษฏร์ ค่าห้องอย่างน้อยต้องคืนละ 9000 บาท
แบบที่ 2 ใช้ค่ารักษาของคนรู้จักเป็นเกณฑ์ ญาติผ่าตัดเสีย 2 แสน เลยคิดว่าวงเงิน 5 แสนน่าจะเหลือเฟือ ปัญหาคือค่ารักษาผูกกับโรงพยาบาลและความรุนแรงของโรค ไม่ใช่ตัวเลขกลางที่ใช้แทนกันได้ / ลูกค้าส่วนใหญ่คิดว่าวงเงินค่ารักษาปีละ 1 ล้าน หรือ 5 ล้านก็เพียงพอสำหรับการรักษา ซึ่งความเป็นจริงแล้ว อาจจะเพียงพอสำหรับบางโรคและบางโรงพยาบาล ณ ปัจจุบันเท่านั้น แต่หากรวมอัตราเงินเฟ้อของโรงพยาบาลในอนาคตที่เพิ่มขึ้นปีละ 10-15% วงเงินค่ารักษา 1 ล้าน หรือ 5 ล้าน ไม่เพียงพอต่อการรักษาในอนาคต ประกันสุขภาพเป็นการวางแผนระยะยาว กรณีที่ลูกค้าถือแผนสูงแล้วในอนาคตค่อยมาปรับแผนลง ความคุ้มครองและระยะเวลารอคอย จะนับต่อเนื่องจากแผนเดิมให้ทั้งหมด แต่กรณีถือแผนน้อยและในอนาคตมาปรับเพิ่ม จะเหมือนการสมัครใหม่ มีการพิจารณาสุขภาพและนับนระยะเวลารอคอยใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจจะทำให้โดนยกเว้นความคุ้มครองในบางโรคที่เคยหามาก่อนหรืออาจจะไม่สามารถปรับแผนขึ้นได้เลย
แบบที่ 3 ลืมว่าวงเงินเป็นรายปี ไม่ใช่ตลอดชีวิต โรคเรื้อรังและโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่องกินวงเงินซ้ำทุกปี วงเงินที่พอสำหรับการรักษาครั้งเดียว อาจไม่พอสำหรับการรักษาที่ลากยาวข้ามปี / บางแผนประกันจะไม่ได้เป็นวงเงินต่อปีกรมธรรม์ให้ บางแผนจะเป็นวงเงินการรักษาต่อโรค เช่น โรค A มีวงเงินการรักษา 1 ล้าน หรือ 5 ล้าน ทำให้มีส่วนเกินจากการรักษาในโรคนั้นๆ ถ้าเป็นวงเงินต่อปีลูกค้าสบายใจได้ว่าทุกๆปีวงเงินจะเริ่มใหม่ทุกรอบปีกรมธรรม์
วิธีที่ใช้ได้จริงกว่าคือเริ่มจาก 3 คำถามนี้ตามลำดับ
1. ป่วยหนักแล้วจะเข้าโรงพยาบาลไหน เลือกชื่อโรงพยาบาลให้ได้ก่อน เพราะระดับของโรงพยาบาลกำหนดทั้งบิล ไม่ใช่แค่ค่าห้อง / เลือกโรงพยาบาลที่ลูกค้าจะเข้ารับการรักษาเพื่อเทียบกับค่าห้องขอแต่ละโรงพยาบาลกับแผนประกันที่เหมาะสมกับลูกค้า
2. ประวัติสุขภาพในครอบครัวเป็นอย่างไร โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน หรือโรคไต ล้วนเป็นกลุ่มที่ค่ารักษาสูงและมักรักษาต่อเนื่อง / ประวัติการรักษาลูกค้าและผลตรวจสุขภาพก่อนทำประกันว่ามีประวัติอะไรบ้าง
3. จะถือกรมธรรม์นี้ไปอีกกี่ปี ถ้าตอบว่าอีก 20–30 ปี ต้องเผื่อค่ารักษาในวันนั้น ไม่ใช่ราคาวันนี้ / ปกติจะถามงบประมาณในใจลูกค้าต่อปีคร่าวๆว่า มีงบประมาณไหน เทียบกับข้อ 1 และ 2 แล้วค่อยเลือกแผนที่เหมาะสมให้กับลูกค้า

คิดวงเงินจากค่าห้องย้อนกลับ
ค่าห้องเป็นตัวเลขที่หาได้ง่ายที่สุดและใช้เป็นตัวชี้ระดับโรงพยาบาลได้ดีที่สุด โรงพยาบาลที่ค่าห้องสูง ค่าแพทย์และค่าผ่าตัดมักสูงตามกันไปทั้งบิล การเริ่มจากค่าห้องจึงเป็นทางลัดที่แม่นพอใช้งาน
ห้องเดี่ยวมาตรฐาน คิดเป็นยอดรวมต่อคืน (ค่าห้อง + อาหาร + ค่าบริการ)
| โรงพยาบาล | ยอดรวมต่อคืน |
| โรงพยาบาลระดับชุมชน | ประมาณ 4,400 บาท |
| โรงพยาบาลเอกชนระดับกลาง | ประมาณ 6,110 บาท |
| โรงพยาบาลเอกชนระดับบน | ประมาณ 14,700 บาท |
หน่วย: บาทต่อคืน อ้างอิงอัตราที่โรงพยาบาลประกาศบนเว็บไซต์ ณ ต้นปี 2569 ราคาเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาสอบถามโรงพยาบาลโดยตรง
รายละเอียดค่าห้องแต่ละระดับและวิธีอ่านบิลให้ครบ อ่านต่อได้ที่บทความ ค่าห้องโรงพยาบาลเอกชน 2569
เมื่อได้ตัวเลขค่าห้องของโรงพยาบาลเป้าหมายแล้ว ให้เอาไปเทียบกับวงเงินค่าห้องต่อวันในกรมธรรม์ จุดที่ต้องระวังคือแผนประกันส่วนใหญ่แยกค่าห้องออกมาเป็นวงเงินต่อวันต่างหาก ไม่ได้รวมอยู่ในวงเงินเหมาจ่ายก้อนใหญ่ ดังนั้นต่อให้วงเงินรวมต่อปีสูงมาก ถ้าวงเงินค่าห้องต่อวันต่ำกว่าห้องที่จะเข้าจริง ส่วนต่างก็ยังต้องจ่ายเองอยู่ดี / ค่าห้องในโรงพยาบาลจะรวม 4 หมวด คือ 1 ค่าห้อง 2 ค่าอาหาร 3.ค่าบริการในโรงพยาบาล 4.ค่าบริการพยาบาล ซึ่งแผนประกันสุขภาพจะรวมแค่ 3 หมวดคือ 1.ค่าห้อง 2.ค่าอาหาร 3.ค่าบริการในโรงพยาบาล ส่วนหมวดที่ 4.ค่าบริการพยาบาลจะรวมอยู่ในวงเงินเหมาจ่ายของแต่ละหมวด
ค่ารักษาโรคที่พบบ่อยเท่าไหร่
ตารางด้านล่างเป็นราคาแพ็กเกจที่โรงพยาบาลเอกชนประกาศบนเว็บไซต์ของตัวเอง ใช้เป็นหมุดอ้างอิงได้ว่าวงเงินระดับไหนถึงเรียกว่าพอ
| การรักษา | ราคาแพ็กเกจ |
| ผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (นอน 8 คืน) | 1,173,000–1,437,500 บาท / ขึ้นอยู่กับ รพ. |
| สวนหัวใจและขยายหลอดเลือดด้วยขดลวด | 299,000–322,000 บาท (โรงพยาบาลระดับกลาง 159,000 บาท) / ขึ้นอยู่กับ รพ. |
| ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม 1 ข้าง (รวมห้องพักและกายภาพ) | 225,000 บาท / ขึ้นอยู่กับ รพ. |
| ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดีผ่านกล้อง | 119,000–159,000 บาท / ขึ้นอยู่กับ รพ. |
| ผ่าตัดไส้ติ่งผ่านกล้อง | ประมาณ 112,000 บาท / ขึ้นอยู่กับ รพ.แนบลิงก์ รพ.เพิ่มเพื่ออ้างอิง |
ราคาแพ็กเกจปี 2569 สำหรับเคสที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน กรณีรักษาตามจริงและมีภาวะแทรกซ้อน ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่านี้
อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นว่าเส้นแบ่งสำคัญอยู่ที่ผ่าตัดหัวใจ การผ่าตัดทั่วไปอย่างไส้ติ่งหรือนิ่วถุงน้ำดีอยู่ในหลักแสนต้น แต่พอขยับไปกลุ่มโรคหัวใจ ตัวเลขกระโดดเป็นหลักล้านทันทีในการรักษาครั้งเดียว
อีกกลุ่มที่ต้องเผื่อไว้คือ การรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งต่างจากการผ่าตัดตรงที่ไม่จบในครั้งเดียว แต่เป็นการรักษาต่อเนื่องหลายเดือนถึงหลายปี และค่าใช้จ่ายต่างกันมากตามวิธีรักษาที่แพทย์เลือก โดยเฉพาะการรักษาแบบมุ่งเป้าที่เป็นรายการทำให้บิลของผู้ป่วยสองคนที่เป็นมะเร็งชนิดเดียวกันต่างกันหลายเท่า จุดที่ควรตรวจในกรมธรรม์จึงไม่ใช่แค่วงเงินรวม แต่คือคำถามว่าการรักษามะเร็งอยู่ในวงเงินเหมาจ่ายก้อนใหญ่ หรือถูกกำหนดเพดานย่อยแยกไว้

ทำไมวงเงินเท่าเดิมถึงเล็กลงทุกปี
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 10.8% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.7% ต่างกันประมาณ 15 เท่า สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นค่าแพทย์ 41.8% และค่ายากับเวชภัณฑ์ 35.8% ซึ่งเป็นสองก้อนที่ราคาขึ้นเร็วกว่าสินค้าทั่วไป
ในระดับภูมิภาค บริษัทที่ปรึกษา WTW ประเมินว่าต้นทุนค่ารักษาพยาบาลของเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้น 14.0% ในปี 2569
ผลกับการเลือกวงเงินตรงไปตรงมามาก ถ้าค่ารักษาโตปีละราว 10% วงเงิน 5 ล้านบาทวันนี้ จะมีกำลังซื้อการรักษาเท่ากับประมาณ 2 ล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้า การเลือกวงเงินให้พอดีกับราคาวันนี้ จึงเท่ากับเลือกวงเงินที่ไม่พอในวันที่ใช้จริง
วงเงินแต่ละระดับเหมาะกับใคร
ยกตัวอย่างจากแบบประกันสุขภาพเหมาจ่าย iHealthy Ultra ของกรุงไทย-แอกซ่า ที่มีให้เลือก 6 ระดับ จะเห็นภาพว่าวงเงินแต่ละขั้นออกแบบมาสำหรับสถานการณ์ต่างกันอย่างไร
| แผน | วงเงินผู้ป่วยในต่อปี | ค่าห้อง+อาหาร+ค่าบริการต่อวัน | เหมาะกับ |
| Smart | 3 ล้านบาท | 1,500 บาท | โรคทั่วไปและผ่าตัดขนาดกลาง เน้นโรงพยาบาลตามสิทธิหรือระดับชุมชน |
| Bronze | 10 ล้านบาท | 3,000 บาท | เผื่อผ่าตัดใหญ่ 1 ครั้งโดยไม่ต้องขายทรัพย์สิน |
| Silver | 15 ล้านบาท | 5,500 บาท | ห้องเดี่ยวโรงพยาบาลเอกชนระดับกลาง เริ่มมีวงเงินผู้ป่วยนอก |
| Gold | 25 ล้านบาท | 9,000 บาท | ห้องเดี่ยวโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ และเผื่อโรคหัวใจ |
| Diamond | 70 ล้านบาท | 15,000 บาท | โรงพยาบาลระดับบน และการรักษาที่ต่อเนื่องหลายปี |
| Platinum | 100 ล้านบาท | 21,000 บาท | ต้องการวงเงินผู้ป่วยนอกเหมาจ่ายและสวัสดิการสุขภาพครบชุด |
จุดที่ควรสังเกตคือค่าห้องต่อวันขยับขึ้นตามแผน ขณะที่ค่ารักษาส่วนอื่นในกลุ่มผู้ป่วยในอยู่ในวงเงินเหมาจ่ายก้อนเดียวกันทั้งหมด เมื่อเอาตัวเลขค่าห้องมาเทียบกับตารางโรงพยาบาลด้านบน จะได้คำตอบทันทีว่าแผนไหนพากลับเข้าห้องที่ตั้งใจไว้ได้บ้าง
อีกเรื่องที่ช่วยตัดสินใจคือคำว่า เหมาจ่ายบาทแรก ซึ่งหมายถึงจ่ายตามจริงตั้งแต่บาทแรกภายในวงเงินของแผน ไม่ต้องรับผิดชอบส่วนแรกเอง ต่างจากแบบที่มีความรับผิดส่วนแรกซึ่งเบี้ยถูกลงแลกกับการรับก้อนแรกไว้เอ
คุณอยู่กลุ่มไหน ควรทำอะไรต่อ
ถ้ามีกรมธรรม์อยู่แล้ว เปิดตารางผลประโยชน์ดู 3 บรรทัด คือวงเงินรวมต่อปี วงเงินค่าห้องต่อวัน และ / วงเงินแต่ละหมวดเป็นแบบเหมาจ่ายไหม แล้วเอาไปเทียบกับตารางค่ารักษาด้านบน กรณีถ้าไม่พอสามารถทำเพิ่มเสริมจากของเดิมได้ กรณีถ้าลูกค้ามีโรคประจำตัวและอยากเพิ่มจากของเดิมสามารถเลือกแผนที่มีความรับผิดส่วนแรกได้ เพื่อทำให้ค่าเบี้ยประกันถูกลง กรณีแผนแรกวงเงินค่ารักษาไม่พอ สามารถใช้ค่ารักษาของอีกแผนเพิ่มเติมได้ กรณีมีโรคประจำไม่แนะนำให้ยกเเลิกของเดิมและถือเล่มใหม่เล่มเดียวเพราะจะทำให้โรคที่เคยมีมาก่อนทำประกันจะไม่คุ้มครอง ถ้ายังไม่มีเลย เริ่มจากเลือกโรงพยาบาลที่จะเข้าก่อน แล้วไล่กลับมาที่วงเงินค่าห้อง จากนั้นค่อยดูว่างบรับไหวถึงแผนไหน
ถ้ามีประกันกลุ่มของบริษัท ให้ถือว่าประกันกลุ่มคือชั้นล่างที่รับค่าใช้จ่ายก้อนแรก แล้วเลือกวงเงินส่วนตัวเป็นชั้นบนสำหรับเคสใหญ่ วิธีนี้มักได้วงเงินรวมสูงในเบี้ยที่ถูกกว่าการซื้อเต็มวงเงินสองเล่ม / กรณีประกันกลุ่ม ไม่แนะนำให้ถือเป็นแบบมีความรับผิดส่วนแรกเพราะประกันกลุ่มเป็นเหมือนประกันติดโต๊ะ หากวันนึงเราย้ายบริษัทหรือไม่มีประกันกลุ่มคุ้มครองแล้ว เราจะเลือกแผนกลับมาเป็นเหมาจ่าย 100% จะเป็นการพิจารณาสุขภาพใหม่ทั้งหมด บางทีอาจจะโดนยกเว้นหรือไม่สามารถปรับแผนได้
คำถามที่พบบ่อย
ประกันสุขภาพ 1 ล้าน พอไหม
พอสำหรับการผ่าตัดทั่วไปอย่างไส้ติ่งหรือนิ่วถุงน้ำดี ซึ่งอยู่ในหลักแสนต้น แต่ไม่พอสำหรับผ่าตัดหัวใจในโรงพยาบาลเอกชน ที่แพ็กเกจเริ่มต้นเกิน 1.1 ล้านบาทตั้งแต่เคสไม่มีภาวะแทรกซ้อน / เพียงพอสำหรับแค่บางอาการที่ไม่ได้มีการรักษาซับซ้อน
ประกันสุขภาพ 5 ล้าน พอไหม
ครอบคลุมการรักษาส่วนใหญ่รวมถึงผ่าตัดใหญ่ได้สบายในปีที่ใช้ครั้งเดียว จุดที่ต้องคิดต่อคือโรคที่รักษาต่อเนื่องข้ามปี และเงินเฟ้อทางการแพทย์ 10.8% ต่อปี ซึ่งทำให้วงเงินเท่าเดิมซื้อการรักษาได้น้อยลงทุกปี / ผ่าตัดทั่วไปถือว่ายังเพียงพออยู่ กรณีรักษามะเร็งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการรักษาที่ต้องใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในโรงพยาบาลเอกชน
เลือกวงเงินประกันสุขภาพยังไงถ้ามีประกันกลุ่มอยู่แล้ว
ให้ประกันกลุ่มรับก้อนแรก แล้วเลือกวงเงินส่วนตัวสูงไว้สำหรับเคสใหญ่ แบบที่มีความรับผิดส่วนแรกมักตอบโจทย์กลุ่มนี้ที่สุด เพราะเบี้ยถูกลงแต่วงเงินรวมยังสูง / สามารถเลือกได้ทั้งมีความรับผิดส่วนแรกก็ได้ ถ้าลูกค้ามีงบจำกัด กรณีมีงบพอเลือกแบบเหมาจ่ายตั้งแต่บาทแรก ควรเลือกแบบเหมาจ่าย เพื่อความสบายใจในระยะยาว
วงเงินค่าห้องกับวงเงินรวมต่อปี ต่างกันยังไง
วงเงินค่าห้องเป็นเพดานต่อวันเฉพาะค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการในโรงพยาบาล ส่วนค่ารักษาอื่นในกลุ่มผู้ป่วยในใช้วงเงินรวมต่อปี ถ้าวงเงินค่าห้องต่ำกว่าห้องที่เข้าจริง ส่วนต่างค่าห้องต้องจ่ายเองแม้วงเงินรวมจะยังเหลือ
เหมาจ่ายบาทแรกคืออะไร
คือการจ่ายค่ารักษาตามจริงตั้งแต่บาทแรกภายในวงเงินของแผนที่เลือก โดยผู้เอาประกันไม่ต้องรับผิดชอบส่วนแรกเอง ต่างจากแบบมีความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันรับก้อนแรกไว้เองเพื่อแลกกับเบี้ยที่ถูกลง
สรุป
วงเงินประกันสุขภาพที่พอ ไม่ได้มาจากตัวเลขกลมสวยอย่าง 1 ล้านหรือ 5 ล้าน แต่มาจากการไล่ 3 ชั้น คือโรงพยาบาลที่จะเข้า ค่าห้องของโรงพยาบาลนั้น และค่ารักษาของโรคกลุ่มที่ราคาสูงที่สุดที่มีโอกาสเจอ
หมุดที่ควรจำไว้มี 2 ตัว คือผ่าตัดหัวใจในโรงพยาบาลเอกชนอยู่ที่หลักล้านต่อครั้ง และค่ารักษาโตปีละราว 10% สองตัวนี้ทำให้วงเงินที่ดูเยอะในวันที่ซื้อ กลายเป็นวงเงินพอดีตัวในวันที่ใช้
สิ่งที่ควรทำหลังอ่านจบไม่ใช่จำตัวเลขวงเงิน แต่คือเปิดตารางผลประโยชน์ที่ถืออยู่มาเทียบกับตารางค่ารักษาด้านบนจริง ๆ


