เบี้ยประกันสุขภาพขึ้นทุกปี ทำไงดี 4 วิธีคุมค่าเบี้ย
อัปเดตล่าสุด: [22 กันยายน 2026] | เรียบเรียงโดย อรรถพล แซ่โอ๊ว ตัวแทนประกันชีวิต เลขที่ใบอนุญาต 6201026325
เบี้ยประกันสุขภาพขึ้นทุกปีจาก 2 กลไกที่แยกกันคนละเรื่อง คือขั้นบันไดตามอายุที่ขยับทุกปี กับการปรับเบี้ยทั้งพอร์ตตามต้นทุนค่ารักษาที่แพงขึ้น ข่าวดีคือมาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ห้ามบริษัทขึ้นเบี้ยรายบุคคลเพราะเราเคลมบ่อย และมีอย่างน้อย 4 วิธีที่คุมค่าเบี้ยได้โดยไม่ต้องทิ้งกรมธรรม์เดิม
สิ่งที่ไม่ควรทำที่สุดคือยกเลิกเล่มเก่าเพื่อไปซื้อเล่มใหม่ที่เบี้ยถูกกว่า เพราะนั่นคือการทิ้งประวัติการถือต่อเนื่องและต้องแถลงสุขภาพใหม่ทั้งหมด
สารบัญ
- ทำไมเบี้ยประกันสุขภาพถึงขึ้นทุกปี
- วิธีที่ 1 เก็บส่วนลดจากการไม่เคลม
- วิธีที่ 2 เลือกแบบมีความรับผิดส่วนแรก
- วิธีที่ 3 วางพฤติกรรมการเคลมให้ถูกที่
- วิธีที่ 4 เก็บเล่มเก่าเป็นฐานแทนการทิ้ง
- คุณอยู่กลุ่มไหน ควรทำอะไรต่อ
- คำถามที่พบบ่อย

ทำไมเบี้ยประกันสุขภาพถึงขึ้นทุกปี
เบี้ยที่เห็นขยับขึ้นในใบเตือนต่ออายุ มาจากสองแรงที่เกิดคนละจังหวะกัน
แรงที่ 1 ขั้นบันไดตามอายุ เบี้ยประกันสุขภาพคิดตามความเสี่ยงของช่วงอายุ ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสใช้และมูลค่าการรักษายิ่งสูง เบี้ยจึงขยับตามทุกปี แรงนี้คาดเดาได้ล่วงหน้าและดูได้จากตารางเบี้ยตั้งแต่วันสมัคร
แรงที่ 2 การปรับเบี้ยทั้งพอร์ต เมื่อต้นทุนค่ารักษาโดยรวมสูงขึ้น บริษัทสามารถปรับอัตราเบี้ยของแบบประกันนั้นทั้งกลุ่มได้ แรงนี้คือสาเหตุที่บางปีเบี้ยขึ้นมากกว่าที่ตารางอายุระบุไว้
ตัวอย่างขั้นบันไดตามอายุ เบี้ยปีแรก แบบความคุ้มครองเต็มจำนวน หน่วย: บาทต่อปี (ชาย / หญิง)
| แผน | อายุ 20 | อายุ 30 | อายุ 40 | อายุ 50 |
| Smart วงเงิน 3 ล้าน | 13,800 / 16,100 | 14,700 / 17,500 | 17,700 / 20,100 | 25,000 / 27,900 |
| Silver วงเงิน 15 ล้าน | 24,700 / 28,300 | 27,000 / 32,000 | 31,700 / 36,400 | 43,600 / 50,000 |
| Gold วงเงิน 25 ล้าน | 31,900 / 36,500 | 35,000 / 41,500 | 40,900 / 47,100 | 55,900 / 64,600 |
อัตราเบี้ยจากเอกสารประกอบการเสนอขายของบริษัท เบี้ยจริงขึ้นกับอายุ เพศ แผน และผลการพิจารณารับประกัน
ส่วนต้นทุนค่ารักษาที่ดันแรงที่สอง มีตัวเลขทางการรองรับ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยปี 2568 อยู่ที่ 10.8% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.7% โดยโครงสร้างค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลเอกชนเป็นค่าแพทย์ 41.8% และค่ายากับเวชภัณฑ์ 35.8%
จุดที่หลายคนเข้าใจผิด คือคิดว่าปีนี้เคลมเยอะ ปีหน้าบริษัทจะขึ้นเบี้ยเฉพาะเรา ตามมาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ที่สำนักงาน คปภ. กำหนด บริษัทปรับเบี้ยเป็นรายบุคคลจากประวัติการเคลมของคนนั้นไม่ได้ ปรับได้เฉพาะทั้งพอร์ตในระดับแบบประกันและช่วงอายุเท่านั้น
วิธีที่ 1 เก็บส่วนลดจากการไม่เคลม
แบบประกันสุขภาพหลายแบบมีส่วนลดสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ความคุ้มครองต่อเนื่อง เช่น iHealthy Ultra ของกรุงไทย-แอกซ่า ให้ ส่วนลดเบี้ย 10% ในปีกรมธรรม์ที่ 4 เมื่อไม่มีการเคลมแบบผู้ป่วยในต่อเนื่อง 3 ปีกรมธรรม์
รายละเอียดที่ทำให้เงื่อนไขนี้ใช้ได้จริงกว่าที่คิดคือ เงื่อนไขนับเฉพาะการเคลมแบบผู้ป่วยใน ระหว่างนั้นยังเคลมผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุแบบผู้ป่วยนอกได้ตามปกติโดยไม่กระทบส่วนลด
แปลว่าการไปพบแพทย์เมื่อมีอาการ ไม่ได้ทำให้เสียส่วนลด สิ่งที่กระทบคือการนอนโรงพยาบาล ซึ่งพอดีกับหลักที่ควรทำอยู่แล้วคือ นอนโรงพยาบาลเมื่อจำเป็นทางการแพทย์เท่านั้น
วิธีที่ 2 เลือกแบบมีความรับผิดส่วนแรก
ความรับผิดส่วนแรก คือข้อตกลงว่าผู้เอาประกันรับค่ารักษาก้อนแรกในแต่ละรอบปีไว้เอง ส่วนที่เกินจากนั้นบริษัทรับผิดชอบตามวงเงินของแผน แลกกับเบี้ยที่ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างส่วนต่างเบี้ย แผนวงเงิน 25 ล้านบาท ผู้ชายอายุ 30 ปี
| รูปแบบ | เบี้ยปีแรก | ส่วนต่าง |
| เหมาจ่ายตั้งแต่บาทแรก | 35,000 บาท | – |
| มีความรับผิดส่วนแรก 50,000 บาทต่อปี | 26,300 บาท | ถูกลงประมาณ 25% |
ระดับความรับผิดส่วนแรกที่เลือกได้ต่างกันตามแผน โดยทั่วไปอยู่ที่ 30,000 ถึง 100,000 บาทต่อรอบปีกรมธรรม์
รูปแบบนี้เหมาะที่สุดกับ คนที่มีประกันกลุ่มของบริษัทอยู่แล้ว เพราะประกันกลุ่มทำหน้าที่รับก้อนแรกให้อยู่แล้ว การจ่ายเบี้ยเต็มเพื่อซื้อความคุ้มครองก้อนแรกซ้ำอีกชั้น จึงเป็นการจ่ายซ้ำโดยไม่ได้อะไรเพิ่ม
ข้อควรระวังคือ ถ้าวันหนึ่งประกันกลุ่มหายไปเพราะลาออกหรือเกษียณ ก้อนแรกจะกลายเป็นภาระของเราเอง จึงควรมีเงินสำรองเท่ากับความรับผิดส่วนแรกเตรียมไว้เสมอ
วิธีที่ 3 วางพฤติกรรมการเคลมให้ถูกที่
ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2568 กรมธรรม์สุขภาพฉบับใหม่มีเงื่อนไขการร่วมจ่ายในปีต่ออายุ หรือที่เรียกกันว่า copayment ซึ่งจะเข้าเกณฑ์ก็ต่อเมื่อครบทั้งจำนวนครั้งและอัตราการเคลมตามที่กำหนด ไม่ใช่แค่เคลมบ่อยอย่างเดียว
สาระสำคัญที่ควบคุมได้คือ เงื่อนไขนี้นับเฉพาะการเคลมแบบผู้ป่วยใน และการเคลมด้วยโรคเล็กน้อยทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลคือกลุ่มที่ถูกนับ ส่วนโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่ไม่ถูกนำมานับเป็นเงื่อนไขกระตุ้น
แนวปฏิบัติที่ช่วยได้จริงจึงเรียบง่ายมาก คือเมื่อเป็นโรคเล็กน้อยที่รักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ ให้รักษาแบบผู้ป่วยนอก และเก็บการนอนโรงพยาบาลไว้สำหรับกรณีที่แพทย์เห็นว่าจำเป็นจริง ๆ
เงื่อนไข เกณฑ์ และวิธีคำนวณแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความ copay ประกันสุขภาพ คืออะไร
วิธีที่ 4 เก็บเล่มเก่าเป็นฐานแทนการทิ้ง
เมื่อเบี้ยเริ่มหนัก ทางที่คนเลือกบ่อยที่สุดคือยกเลิกเล่มเดิมแล้วไปซื้อเล่มใหม่ที่เบี้ยถูกกว่า ซึ่งเป็นทางที่เสี่ยงที่สุดในบรรดาทางเลือกทั้งหมด
เหตุผลมี 3 ข้อ
หนึ่ง เสียประวัติการถือต่อเนื่อง ระยะเวลารอคอยของเล่มใหม่เริ่มนับใหม่ทั้งหมด
สอง ต้องแถลงสุขภาพใหม่ โรคที่เกิดขึ้นหลังจากซื้อเล่มเดิม จะเข้ามาอยู่ในการพิจารณาของเล่มใหม่
สาม ช่วงรอยต่ออันตราย ถ้าตรวจเจอโรคระหว่างที่ยกเลิกของเดิมแล้วแต่ของใหม่ยังไม่อนุมัติ โรคนั้นกลายเป็นภาวะที่เป็นมาก่อนเอาประกันของเล่มใหม่ทันที และเล่มเก่าที่ยกเลิกไปแล้วเรียกคืนไม่ได้
ทางที่ปลอดภัยกว่าคือเก็บเล่มเดิมไว้เป็นฐาน แล้วเสริมชั้นบนเฉพาะส่วนที่ขาด เช่น เพิ่มแบบเหมาจ่ายวงเงินสูงที่มีความรับผิดส่วนแรก ให้เล่มเดิมรับก้อนแรก และเล่มใหม่รับก้อนใหญ่ วิธีนี้ได้วงเงินรวมสูงขึ้นในเบี้ยที่ต่ำกว่าการซื้อเต็มวงเงินสองเล่ม
และถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนจริง ๆ หลักที่ไม่มีข้อยกเว้นคือ อย่ายกเลิกของเดิมจนกว่าของใหม่จะอนุมัติและมีผลบังคับแล้ว

คุณอยู่กลุ่มไหน ควรทำอะไรต่อ
ถ้าเบี้ยขึ้นแต่ยังจ่ายไหว อย่าเพิ่งเปลี่ยนอะไร ให้ตรวจก่อนว่าแผนที่ถืออยู่ยังพอกับค่ารักษาปัจจุบันหรือไม่ เพราะปัญหาที่พบบ่อยกว่าเบี้ยแพงคือวงเงินไม่พอ
ถ้าเบี้ยเริ่มเกินงบ ให้ไล่ตามลำดับนี้ ปรับรูปแบบเป็นมีความรับผิดส่วนแรกก่อน ถ้ายังไม่พอค่อยพิจารณาลดวงเงิน และให้การยกเลิกเป็นทางเลือกสุดท้ายเสมอ
ถ้ามีสวัสดิการบริษัทอยู่ด้วย นี่คือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากแบบมีความรับผิดส่วนแรกมากที่สุด และมักลดเบี้ยได้ทันทีโดยไม่เสียความคุ้มครองส่วนสำคัญ
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมเบี้ยประกันสุขภาพขึ้นทุกปี
มาจาก 2 กลไก คือขั้นบันไดตามช่วงอายุที่กำหนดไว้ตั้งแต่วันสมัคร และการปรับอัตราเบี้ยทั้งพอร์ตเมื่อต้นทุนค่ารักษาโดยรวมสูงขึ้น ซึ่งปี 2568 เงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยอยู่ที่ 10.8%
เคลมบ่อย บริษัทจะขึ้นเบี้ยเฉพาะเราไหม
ไม่ได้ ตามมาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ของสำนักงาน คปภ. บริษัทปรับเบี้ยเป็นรายบุคคลจากประวัติการเคลมไม่ได้ ปรับได้เฉพาะทั้งพอร์ต แต่พฤติกรรมการเคลมมีผลกับเงื่อนไขการร่วมจ่ายในปีต่ออายุของกรมธรรม์ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 20 มีนาคม 2568
ส่วนลดเบี้ยประกันสุขภาพจากการไม่เคลม ได้เท่าไหร่
ขึ้นกับแบบประกัน ตัวอย่างเช่นได้ส่วนลด 10% ในปีกรมธรรม์ที่ 4 เมื่อไม่มีการเคลมแบบผู้ป่วยในต่อเนื่อง 3 ปีกรมธรรม์ โดยยังเคลมผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุแบบผู้ป่วยนอกได้ตามปกติ
ลดเบี้ยประกันสุขภาพยังไงได้บ้างโดยไม่ลดความคุ้มครอง
วิธีที่กระทบความคุ้มครองน้อยที่สุดคือเปลี่ยนเป็นแบบมีความรับผิดส่วนแรก ซึ่งยังคงวงเงินรวมระดับเดิมแต่เบี้ยถูกลง เหมาะกับคนที่มีประกันกลุ่มหรือมีเงินสำรองสำหรับก้อนแรก
ยกเลิกเล่มเก่าไปซื้อเล่มใหม่ที่เบี้ยถูกกว่า คุ้มไหม
มักไม่คุ้ม เพราะเสียประวัติการถือต่อเนื่อง ต้องแถลงสุขภาพใหม่ และมีช่วงรอยต่อที่ไม่มีความคุ้มครอง ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนจริง ห้ามยกเลิกของเดิมจนกว่าของใหม่จะอนุมัติและมีผลบังคับ
สรุป
เบี้ยที่ขึ้นทุกปีเป็นเรื่องปกติของประกันสุขภาพ เพราะทั้งอายุและต้นทุนค่ารักษาเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน สิ่งที่ควบคุมได้จึงไม่ใช่การหยุดไม่ให้เบี้ยขึ้น แต่คือการเลือกว่าจะรับความเสี่ยงส่วนไหนไว้เอง
สี่วิธีที่ใช้ได้จริงคือ เก็บส่วนลดจากการไม่เคลมผู้ป่วยใน เลือกแบบมีความรับผิดส่วนแรก วางพฤติกรรมการเคลมให้ถูกที่ และเก็บเล่มเก่าไว้เป็นฐานแทนการทิ้ง
ทั้งสี่ข้อมีจุดร่วมเดียวกันคือ ไม่มีข้อไหนที่ต้องแลกด้วยการยกเลิกความคุ้มครองที่ถือมานาน


